Evangelion 3.0 + 1.0 Thrice Upon a Time: เมื่อปลายทางแห่งความฝันมีเพียงความสุขที่เราเฝ้ารอ

เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์

“มนุษย์น่ะ แค่มีชีวิต ก็สามารถสร้างและตามหาความสุขได้เสมอ ตราบเท่าที่โลกยังคงอยู่”
– อิคาริ ยูอิ –

ไดอะล็อกที่เป็นเสมือนแนวคิดหลักของอีวานเกเลียน (Neon Genesis) ซึ่งอาจารย์อันโนะ (Hideaki Anno) ได้ถ่ายทอดผ่านการกระทำและการตัดสินใจของทุกตัวละคร ที่พวกเขาเหล่านั้นต่างพยายามอย่างยิ่งเพื่อไขว่คว้าสิ่งซึ่งตนเรียกว่า ‘ความสุข’ แต่เราเชื่อว่าแฟนๆอีวานเกเลียนทั่วโลกคงพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอนิเมะเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวอย่างมาตรวัดค่าความสุขที่มนุษย์คนหนึ่งพึงได้รับเลยแม้แต่น้อย

ตลอดระยะเวลา 15 ปี นับตั้งแต่วันประกาศสร้าง Rebuild of Evangelion : 1.11 You are (not) Alone ปฐมบทของภาพยนตร์ซีรีย์ ซึ่งฉีกเนื้อเรื่องและไทม์ไลน์ทั้งหมดออกจากทีวีซีรีย์อย่าง Neon Genesis ในปี 2007 สร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆทั่วโลกที่ต่างร่วมเดินทางไปกับชะตากรรมอันน่าเศร้าและภาระของเหล่า ‘เด็กๆผู้ถูกเลือก’ (Children) อย่าง อิคาริ ชินจิ, อายานามิ เรย์, และ โชริว อาสึกะ แลงก์ลีย์ กับการปกป้องโลกที่เหลือเพียงทะเลสีแดงแห่งการสูญเสีย ท่ามกลางซากปรักหักพังจากเหล่าผู้รุกราน ‘เทวทูต’ ด้วยการบังคับชีวจักรกลซึ่งเราเรียกว่า ‘อีวานเกเลียน’

เรากล้าพูดอย่างจริงจังว่า อนิเมะเรื่องนี้เต็มไปด้วยเหตุการณ์สะท้อนความโหดร้าย ความรุนแรง และสร้างปมทางความคิดมากมายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับไหว ความเคร่งเครียดและการพังทลายทางจิตใจของตัวละครหลัก ถูกเรียบเรียงอย่างเฉียบคมและเลือดเย็น ส่งผ่านมาให้ผู้ชมได้รับรู้ในรูปแบบของภาคต่อ 2.22 You Can (not) Advance (2009) เมื่อคุณไม่สามารถก้าวต่อไปได้ และ 3.33 You Can (not) Redo (2012) เมื่อถึงจุดที่คุณไม่สามารถย้อนกลับไปเพื่อแก้ไขความผิดพลาดได้อีก ชื่อภาครวมทั้งเนื้อหาด้านใน เหมือนเป็นการย้ำเตือนกับผู้ชมแบบกลายๆ ว่าอนิเมะเรื่องนี้อาจไม่ได้เดินทางไปสู่จุดจบที่สวยงามเหมือนบทสรุปใน Neon Genesis (ซึ่ง 90% ยังคงพูดและถกเถียงกันว่ามันจบดีจริงๆไหม) ปลายทางอาจมีเพียงความเจ็บปวดเพื่อสะท้อนถึงเหตุผลของการมีชีวิต

ดังฉากสุดท้ายในภาค 3.33 การตัดสินใจบนความเชื่อที่ผิดพลาดของ อิคาริ ชินจิ ท่ามกลางเสียงค้านของอาสึกะ มาริ มิซาโตะ และคาโอรุ ในการดึงหอกปลอมออกจากอกของลิลิธ ส่งผลให้เกิดเหตุการณ์ทำลายล้างโลกอีกครั้ง (4th impact) ทั้งยังเป็นการสละชีวิตของ นางิสะ คาโอรุ นักบินร่วมในอีวายูนิต 13 (EVA Unit-13) เพียงเพราะต้องการปกป้องชินจิให้มีชีวิตอยู่ต่อไปอีกด้วย เมื่อเสียงของทั้งอาสึกะ มาริ และคาโอรุส่งไปไม่ถึงจิตใจดำมืดและเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งของชินจิ โศกนาฏกรรมและหายนะที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นอีกปมสำคัญในภาค 3.33 ที่ทิ้งค้างและเหวี่ยงไปมาในใจของผู้คน ว่าเรื่องราวนี้ท้ายที่สุดมันจะจบลงอย่างไร ในเมื่อผู้สร้างเลือกที่จะผลักทุกตัวละครให้ด่ำดิ่งลงไปในห้วงเหวลึกที่ไร้ซึ่งแสงแห่งความหวัง

และแล้ว 8 ปีแห่งการรอคอย (รวมเวลาเลื่อนฉายและดีเลย์อีก 3 ครั้งถ้วนๆ) ของแฟนๆทั้งโลกก็มาถึงบทสรุป จากการทิ้งช่วงหลังภาค 3.33 You Can (not) Redo ในปี 2012 ทางสตูดิโอ Khara ได้ประกาศฉายอนิเมะภาคต่อ ซึ่งเป็นภาคจบของ Rebuild of Evangelion ภายใต้ชื่อ ‘3.0+1.0 Thrice Upon a Time’ ในช่วงเดือนมีนาคมปี 2021 ที่ผ่านมา อย่างที่เราพูดไปตั้งแต่ตอนต้นว่า อีวานเกเลียนไม่ใช่อนิเมะที่พูดถึงความหวังหรือความฝันอย่างเด็กธรรมดา ๆ มากนัก แม้แต่โทนสีในเรื่องก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกสบายตาน่าดูแต่อย่างใด แต่น่าแปลกที่คีย์วิชวลแรกของภาคนี้ รวมทั้งตัวอย่างความยาวเพียง 1.29 นาที กลับสร้างความสงสัยให้กับผู้คนมากมายรวมทั้งตัวเราด้วย อาจเพราะข้อความบางอย่างที่ผู้สร้างต้องการสื่อสารกับผู้ชม อาจเพราะความเป็นไปของทุกตัวละครในสถานการณ์ที่เราไม่คุ้นเคย ภาพตัวอย่างสั้นๆที่ถูกปล่อยออกมาเรียงๆกันในระยะเวลาหลายเดือนก่อนการฉาย ทำให้เราเริ่มตั้งข้อสังเกตว่า หรือนี่อาจเป็นฉากจบที่แท้จริงอย่างที่คนทั้งโลกต้องการให้มันเป็น ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่อีวานเกเลียนจะฉายภาพของความสุขให้พวกเราได้เห็น

3.0+1.0 Thrice Upon a time ทำให้เราเห็นการเติบโตของตัวละครและการตัดสินใจในด้านที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน (หรือไม่คาดคิดว่า เออ ก็ทำได้นี่นา!) โดยเฉพาะตัวละครหลักอย่างอิคาริ ชินจิ โดยปกติเราจะเห็นภาพเด็กหนุ่มที่ไม่มีความมั่นใจ ไม่สุงสิงกับใครเพราะกลัวการถูกปฏิเสธ จนบางครั้งเห็นแก่ตัวและตัดสินใจผิดๆอยู่เสมอ ในภาคนี้ชินจิเติบโตขึ้น ก้าวข้ามผ่านความปวดร้าวและความไม่เข้าใจในตนเอง ทั้งยังเลือกที่จะสานสัมพันธ์ที่พังทลายกับผู้เป็นพ่ออย่าง อิคาริ เก็นโดอีกด้วย ในภาคที่ผ่านๆมาเราอาจเห็นความไม่มั่นคงในใจ หรือความเปราะบางทางจิตผ่านการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล แต่ภาคนี้เราจะได้รับการเยียวยาบาดแผลเหล่านั้น

ซึ่งอาจารย์อันโนะไม่ได้เลือกเยียวยาเพียงแค่ตัวละครในเรื่อง แต่ยังส่งผ่านความอบอุ่นมาถึงผู้ชม ที่ได้รับความเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครที่พวกเขารัก จากทุกภาคที่ผ่านๆมาด้วย นอกจากส่วนของตัวละครหลัก อีวานเกเลียนภาคนี้ยังฉายให้เห็นชีวิตของตัวละครอื่นๆ ซึ่งไม่ปรากฎตัวในภาค 3.33 แต่เป็นตัวละครที่เราคุ้นเคย พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะใช้ชีวิตให้ดีที่สุดท่ามกลางการเกิด 4th impact ความพยายามที่จะเก็บเศษเสี้ยวความทรงจำซึ่งยังเหลืออยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่โหดร้าย และใช้ชีวิตต่อไปเพื่อหวังจะสร้างโลกใหม่ที่มีความสุขมากขึ้น ฉากนี้เป็นอีกฉากหนึ่งซึ่งสะท้อนภาพความหวังและความสุข ทั้งยังชวนให้แฟนรุ่นเก่าที่ตามซีรีย์นี้มาตั้งแต่ Neon Genesis รู้สึกเหมือนได้เจอเพื่อนที่ห่างหายไปนานอีกด้วย นอกจากเนื้อเรื่องที่แตกต่างจากธีมอันมืดหม่นตามฉบับอีวานเกเลียนภาคปกติแล้ว ในส่วนของงานภาพ อาจารย์อันโนะยังเลือกใช้โทนสีสดใสซึ่งแตกต่างจากทุกภาคที่ผ่านมา แต่กลับเป็นสี ‘ปกติ’อย่างที่ธรรมชาติของโลกควรจะเป็น เพื่อแสดงภาพชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรจะได้รับ

ในท้ายที่สุดอีวานเกเลียนภาคนี้อาจไม่ตอบโจทย์ผู้ชมที่ต้องการ ‘คำตอบ’ เพราะอาจารย์อันโนะเลือกที่จะให้ ‘ตอนจบที่ดีที่สุด’ กับทุกๆตัวละคร แทนที่จะแก้ปมให้กับปัญหาต่างๆที่ยังค้างคา ในขณะที่ตัวละครทั้งหมดได้รับทางเลือกและการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องเพื่อใช้ชีวิตต่อไป แต่บทสรุปอื่นๆของเรื่องอาจนำพาคำถามมากมายมาให้ผู้ชมเพิ่มขึ้น ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่าจะไม่มีวันได้รับการอธิบายหรือได้คำตอบ กระนั้นการเดินทางอันแสนยาวนานของเหล่าอีวานเกเลียน ได้มาถึงบทสรุปอย่างที่ควรจะเป็น ถึงแม้ว่าอนิเมะความยาว 2 ชั่วโมง 34 นาทีนี้อาจไม่ได้ให้คำตอบอย่างที่พวกเราตามหา แต่เราจะได้เห็นความสุขของตัวละครที่เรารัก ได้มองดูพวกเขาเติบโตและข้ามผ่านความเจ็บปวดไปสู่การเริ่มต้นใหม่ ซึ่งส่วนนี้อาจเป็นตอนจบที่ดีที่สุดที่แฟนๆอีวานเกเลียนทั้งโลกควรจะได้รับและสนุกไปกับมัน

ในช่วงที่ลงบทความชิ้นนี้ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) Studio Khara ได้ประกาศฉายภาคพิเศษของ 3.0+1.0 ชื่อว่า EVA-EXTRA-EXTRA โดยจะมีการเปลี่ยนฉากบางฉากและไดอะล็อกบางส่วนเพื่อให้เนื้อเรื่องสมูทมากขึ้น โดยยังคงเนื้อหาเดิมเอาไว้เพื่อฉายในโรง DOLBY Cinema, IMAX, 4D ทั้งยังมีการประกาศแจกหนังสือภาคพิเศษ ชื่อ Official Sasa 36P Booklet ที่เป็นเรื่องราวรอยต่อระหว่างภาค 3.33 และภาคใหม่ 3.0+1.0 ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเพียง 1 ล้านเล่มเท่านั้นอีกด้วย แต่ถึงแม้หนังสือจะแจกพร้อมกับตั๋วหนัง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีคนวางขายบ้างแล้ว (ในราคาที่จับต้องได้) ใครเป็นสาวกอีวานเกเลียนก็อย่าลืมไปหาทางจับจองเป็นเจ้าของนะ

ท้ายที่สุดนี้เราหวังอย่างยิ่งว่าทุกคนจะได้เห็นตัวละครที่พวกคุณรักมีความสุข ไม่ว่าทางเลือกของพวกเขาเหล่านั้นจะออกมาเป็นอย่างไร แต่บทสรุปสุดท้ายของพวกเราจะต้องเป็นปฐมบทการเดินทางครั้งใหม่ของพวกเขาที่ดีกว่าเดิมแน่นอน

Contributors

อาภาภัทร ธาราธิคุณ

อดีตนักเรียนสถาปัตย์ที่หลงใหลในจังหวะดนตรีและมีความสุขกับการเต้น ปัจจุบันทำเพลงเป็นงานอดิเรกที่จริงจัง และกำลังพัฒนาตัวเองเพื่อให้ฝันเป็นจริง