LAWIN เส้นทางการตามหาความฝัน และวันที่ก้าวเท้าเข้าสู่ MINIMAL RECORD

เรียกได้ว่าหลังจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ค่อยมีโอกาสบ่อยนักที่จะได้สัมภาษณ์แบบเจอหน้า

แต่วันนี้ผมมีนัดหมายศิลปินหนุ่มที่เคยเจอกันครั้งหนึ่งเมื่อตอนสมัยฝึกงานอยู่ที่ค่ายมินิมอล เรคคอร์ด เพื่อพูดคุยกับศิลปินที่เรียกได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีพลังเหลือล้น สดใส เขาทำงานที่ตัวเองรักซึ่งก็คือการเล่นดนตรี

ลัทธภพ สุทธมงคล หรือ ‘LAWIN’ คือศิลปินเดบิวต์ใหม่วัย 23 ปี ซึ่งกำลังเป็นที่รู้จักในที่ผ่านมา ที่เรียกได้ว่าเป็น New shade ใหม่ของมินิมอล เรคคอร์ด          

 ก่อนจะเข้าสู่โลกของดนตรีในฐานะศิลปิน เขาคือเด็กหนุ่มนักฝันที่มุ่งมั่นในเส้นทางแห่งเสียงดนตรี 

ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่ช่วงสมัยที่เรียนมัธยม หลงรักเสียงดนตรีโดยไม่รู้ตัว จึงเอาจริงเอาจังด้านนี้เรื่อยมาอย่างสุดความสามารถ 

เติบโตผ่านการทำงานที่มากฝีมือขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เป็นคนที่มีแพสชันเรื่องงานดนตรีแบบล้นปรี่ และไม่ใช่แค่ทำเพลงดี แต่รวมถึงการวางตัวที่ดีด้วย

ในที่สุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เขาได้เปิดตัวในฐานะศิลปินน้องใหม่แห่ง ค่ายมินิมอล เรคคอร์ด พร้อมปล่อยซิงเกิลแรกในชีวิตอย่างเพลง  ‘ เมื่อเธอเดินจาก ’

และซิงเกิลที่สองเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาในเพลงซึ่งที่พอได้ฟังแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายมายังไงก็อย่าลืมกอดตัวเองนะ ด้วยเพลง ‘ตัวฉันเมื่อวันก่อน’

แม้จะไปได้ดีในการเปิดตัว แต่ทว่าเส้นทางในฐานะศิลปินของ LAWIN นั้นยังอีกยาวไกล และมีความท้าทายอยู่มากมายที่รอพบเจอ 

วันนี้ผมจึงอยากชวนมาอ่านบทสนทนากับเขา เส้นทางการตามหาความฝัน ตัวอย่างของคนที่ใช้พรสววรรค์ที่มีอย่างถูกทาง รวมทั้งชีวิตฟากเบื้องหน้าที่เป็นศิลปิน 

ตลอดจนตัวตนเบื้องหลังของเขาเมื่อถอดคำว่าศิลปินออกไป ในเรื่องราวที่ทุกคนจะได้อ่านต่อไปนี้

ตัวฉันเมื่อวันก่อน

ก่อนจะมาเป็นศิลปินหนุ่มหน้าใหม่ในวันนี้ จุดเริ่มต้นความฝันบนเส้นทางดนตรีของลาวิน 

เขาเล่าให้ฟังว่าความจริงแล้วก็ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่ช่วงสมัยที่เรียนมัธยมต้น โดยเริ่มต้นจากการเป็นมือกีตาร์มาก่อนตอนสมัยมัธยมต้น 

พอหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมัธยมปลายก็จับพลัดจับผลูมาอยู่ในตำแหน่งนักร้องนำแทน ทำให้เขารู้สึกว่าแพสชั่นการเล่นดนตรีของตัวเอง เริ่มขึ้นมาจากช่วงนั้นเอง

แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นกับจริงจังว่าต้องเป็นนักดนตรีจริงจัง ถึงแม้ที่บ้านจะสนับสนุนส่งไปเรียนดนตรี แต่ก็ไม่ได้รู้สึกสนุกอะไร ชอบที่จะมาเล่นเองมากกว่า

“จริงๆ ตอนเด็กๆ คุณพ่อก็ชอบให้เล่นดนตรี เพราะคุณพ่อเองก็เล่นกีตาร์ด้วย เขาก็ซื้อกีตาร์ให้ พาไปเรียนกีตาร์ แต่ก็ไม่ได้เป็นแรงจูงใจขนาดนั้นถ้าเทียบกับสังคมตอน ม.ต้น เป็นกีตาร์คลาสสิค ซึ่งก็เรียนเป็นพื้นฐานให้มีความรู้”

ก่อนที่เจ้าตัวจะได้อธิบายเสน่ห์แพสชั่นดนตรีในสไตล์ของ LAWIN ให้ฟังว่าก็น่าจะเป็นดนตรีในแบบที่เขาอยากทำ แล้วเวลากลับมาฟังก็จะได้ไม่ต้องเคอะเขิน หรือว่าเป็นของตัวเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

โดยก็พยายามใส่รายละเอียดที่เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งก็ยังบอกอีกว่าถึงตอนนี้ยังไม่ได้มีอะไรชัดเจนขนาดนั้น แต่ก็พยามหาแนวทางของตัวเองในแต่ละแบบว่ามันควรจะไปทิศทางไหน

“มันก็ต้องเป็นดนตรีของผมที่ผมชอบด้วย คือวางไว้สิ่งที่ตัวเองชอบด้วย แล้วก็ที่มันจะส่งให้เราเติบโตไปในทิศทางดนตรีได้ด้วยครับ ถ้าถามผม ณ เวลานี้เหรอครับ ก็เสน่ห์เพลงของผมทั้งหมดที่ออกมา เท่าที่เห็นจุดเด่นของมันไม่รู้ว่าจะเรียกว่าข้อดีรึเปล่า(หัวเราะ) แต่ก็รู้สึกว่าแต่ละเพลงแตกต่างกัน แต่มันก็ถูกสื่อสารออกมาในภาษาของผมเอง”

พอหลังจากที่เขาเริ่มเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็ได้มีโอกาสเปิดโลกการฟังเพลง ซึ่งแตกต่างจากตอนเรียนอยู่สมัยมัธยมต้นที่ส่วนใหญ่ตอนนั้นจะฟังประเภทเพลงตามกระแส 

“พอมีเวลาว่างลาวินจากการเรียน ว่างก็พลัดจากตอนเรียนสถาปัตย์ฯ มาบางช่วงก็แวะมาทำเพลงสักนิดสักหน่อย มาอัดกีต้าร์ อัดคีย์บอร์ด อัดร้อง จนมาได้เป็นเพลง ซึ่งตอนนั้นไม่ได้เรียกว่างานจริงจัง เรียกว่าเป็นงานอดิเรกมากกว่า”

ตัวตนที่ชัดเจน

อย่างที่ได้กล่าวไปตอนต้นของบทความว่าผมรู้จักกับลาวินครั้งแรกตอนที่ฝึกงาน มีโอกาสได้ไปถ่ายเบื้องหลังมิวสิควิดีโอ ‘เมื่อเธอเดินจาก’ 

พอได้กลับมาเจอกันครั้งนี้จึงได้ถามถึงที่มาที่ไปของการเข้ามาเป็นศิลปินสังกัดในค่าย 

ซึ่งน้องก็ได้เล่าให้ฟังว่าเริ่มต้นจากพี่เมธ (สุเมธ ยอดแก้ว – Migrate to The Ocean) ได้ชักชวนมาเล่นดนตรีกลางคืนที่ร้านมินิมอลบาร์ก่อน 

แต่ด้วยพิษร้ายของโควิด ช่วงเดือนเมษายน 2564 ร้านจึงต้องหยุดให้บริการชั่วคราวไปก่อน น้องก็บอกว่าก็เป็นช่วงนี้พอดีแหละที่พี่เมธชวนมาเป็นศิลปินให้กับค่ายมินิมอล 

 “ผมก็ยัง งงๆ อยู่เลยว่าพี่เมธเห็นอะไรในตัวผม หรือว่าอะไรบางอย่างในตัวผม แต่ผมก็เลยตอบตกลงไป เห็นโอกาสผมก็คว้าไว้ก่อน แต่ว่าผมก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าพี่เมธเห็นอะไรในตัวผม(หัวเราะ)”

โดยลาวินก็ได้เล่าให้เราฟังว่าหลังการเซ็นสัญญาเข้ามาทำงานในค่าย ความท้ายทายแรกที่เขาพบเจอก็คือ ความรับผิดชอบ

“คือมันไม่ได้ทำแค่เพลงแล้ว มันก็ต้องคิดถึงตอนโชว์ ออกซ้อม ทำอีเวนต์ต่างๆ แบบว่าจะออกโชว์จะเล่นยังไง มันก็เป็นศาสตร์อีกศาสตร์นึง การทำการแสดงครับ มันก็แตกต่างจากการทำเพลง การ produce เพลงมันก็เป็นอีกอย่างนึงที่ใหม่มากสำหรับผม ก็ยังสนุกกับมันนะครับ ก็สนุก แล้วก็เหนื่อยไปอีกแบบนึง (หัวเราะ)”

ซึ่งเขาก็บอกกับผมว่าความท้าทายนี้มันไม่ได้ยากลำบาก แต่มันช่วยให้เขาค้นพบตัวเองมากขึ้นด้วยในแง่มุมใหม่ๆ

“ ได้เห็นว่าตัวเองชอบอะไรแบบไหนในการแสดงสด แล้วมันทำให้ในการออกแบบการแสดงสดของเราก็จะมีความเป็นตัวเองอยู่ในนั้น ก็ถือเป็นอีกมุมนึงครับ ที่ถ้าทำคนเดียวก็คงอาจจะยังไม่ได้มาตรงจุดนี้ เหมือนตอนแรกไม่ได้เห็นภาพตัวเองชัดๆ เพราะนึกไม่ออก ตอนนี้มันเห็นภาพของตัวเองเวลาเล่นสดชัดมากขึ้น ”

ส่วนในแง่ของการทำเพลงนั้น เขาบอกกับผมว่า ความรู้สึกของเขาในแง่ของการทำเพลงมันไม่มีจุดสิ้นสุดเลย เขามักจะพบเจอตลอดว่าทุกครั้งที่ทำเพลง เขาก็จะเจออะไรใหม่ๆ sound ใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆ

“ ผมว่ามันเป็นไปได้ไม่รู้จบเลยครับ มันไม่มีจุดที่แบบว่า จะไปหยิบมาแล้วแบบ เชี่ย กว่าจะเจอ อะไรแบบเนี้ย ผมว่ามันไม่มี สำหรับผมมันจะไม่มีจุดนั้นเพราะว่ามันเป็นอะไรที่แบบว่าสดใหม่อยู่ตลอด มันสนุกไปเรื่อยๆ ผมคิดว่า ทุกวันนี้ผมรู้สึกว่ามันยังเจออะไรใหม่ๆทุกครั้งที่ทำเพลง”

เรื่องหนึ่งที่ต้องผมขอสารภาพก่อนอย่างเสียไม่ได้คือ มิวสิควิดีโอล่าสุดของลาวินนั้น มีจุดที่เด่นในเรื่องการดึงความสนใจ โชคดีที่จิตใจผมแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง จึงไม่เสียสมาธิ และสามารถสัมผัสถึงเนื้อหาอันชอกช้ำที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงได้อย่างเต็มที่

อะไรกันที่ทำให้เนื้อเพลงของลาวินหม่นหมองได้อย่างแตกต่าง

ในกระบวนการคิดและเขียนเพลงของเขาเล่าสั้นๆให้ผมได้ฟังว่า วิธีการเขียนเนื้อเพลงในแบบของเขาจะเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องภาษาเยอะๆ เพราะสำหรับเขานั้นภาษาเป็นสิ่งละเอียดอ่อนมาก

“ผมพยายามซ่อนไว้ในเพลง แบบว่าไม่ได้ให้เพลงเข้าใจตรงๆง่ายๆขนาดนั้นอะไรแบบเนี้ยครับ ก็ยังมีภาษาที่เป็นคำอุปมาอุปไมยโผล่เข้ามาในเพลง แฟนเพลงบางคนเขาก็ชอบนะครับเท่าที่เคยคุย บางคนเขาาก็เคยพูดถึงเรื่องนี้ว่า เอ้ย ชอบในแง่ภาษาเหมือนกัน ในเนื้อเพลง”

สิ่งสำคัญต่อมาก็คือทำนอง เมโลดี้แปลกหูที่ถูกใจคนฟังเพลงเกิดจากรสนิยมการเลือกใส่แนวเพลงแบบที่ลาวินชอบ 

ผสมลงไปในความเป็นเพลงป๊อปฟังง่าย เพราะอยากนำเสนอสิ่งที่แตกต่าง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้ฟัง ทำให้เพลงของเขาสามารถทลายกำแพงระหว่างดนตรีในกระแส และนอกกระแส 

ตัวฉันในวันนี้

พอในวันนี้ได้มาอยู่ในค่ายแล้วลาวินก็เล่าให้ฟังอีกว่า วิถีชีวิต กับทัศนคติ หลังจากที่ได้มาอยู่ค่ายแล้วเนี่ย ความคิดของเขาเกี่ยวกับการเล่นดนตรี มันก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่ใครหลาย ๆ คนคิด 

ลาวินอธิบายให้ฟังว่าก่อนจะมาเป็นศิลปินเต็มตัว ณ เวลานั้นเขายังเล่นดนตรีกลางคืนคนเดียวอยู่ สไตล์การเล่นก็ยังสไตล์เดิมๆ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่จะเป็นการเพิ่มไอเดียใหม่ ๆ มากกว่า เพราะการเล่นสดบนเวทีต้องเล่นกับวง แทนการเล่นคนเดียว 

“หมายถึงว่าพอได้เล่นเป็นวง วิธีการเล่นก็จะเปลี่ยน ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเท่าที่หลาย ๆ คนคิด แต่จะเป็นการเพิ่มวิธีการเล่นแบบใหม่ ผมอาจจะคิดถึงวิธีเล่นแบบคนเดียวน้อยลง เล่นเป็นวงมากขึ้น เพราะว่าทุกทีก็เล่นคนเดียว เล่นกลางคืนก็เล่นคนเดียว แต่พอเล่นเป็นวงปุ๊บ  ผมก็ต้องทำหน้าที่ทั้งสองอย่าง แล้วก็ต้องฟังวงเล่น พร้อมกับจินตนาการด้วยว่าตัวเองควรจะไปอยู่จุดไหน หรือคิดว่าเผื่อว่าวงเขาจะเล่นส่วนไหน มันเป็นการเพิ่มวิธีการใหม่ๆในการเล่นขอตัวเองวิธีการคิดใหม่กับการเล่นเป็นนวง”

ลาวินตั้งเป้าหมายไว้ว่าหลังจากที่ปล่อยซิงเกิลออกมาสองซิงเกิลแล้ว ก็พยายามที่จะทำผลงาน ต่อมาให้มีระยะห่างจากกันไม่มากให้มีความต่อเนื่อง และอยากลองทำให้เครื่องดนตรีหลากหลายมากขึ้น

“ผมอยากใส่เครื่องดนตรีเข้าไปอีกในเพลงต่อ ๆ ไปให้เพิ่มมากขึ้น อาจจะออกมาเป็นอีกแนว หรืออีกกรูฟหนึ่งที่ไม่ได้ให้ความรู้สึกเป็น Funk มันอาจจะเป็น Accoustic ก็ได้ เพราะผมอยากลองอัด Accoustic แบบเต็มที่มากขึ้นครับ รู้สึกว่ามันน่าจะท้าทายดี และหลากหลายมากขึ้น”

และพอในวันนี้ที่ปล่อยไปแล้ว 2 ซิงเกิลแล้วคนรู้จักเยอะขึ้น ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ เยอะขึ้น ตรงจุดนี้เขาบอกกับผมว่ารู้สึกว่าภูมิใจได้ทำมันจริงจังมากขึ้น 

“เหมือนว่าก็เหมือนผมก็คลุกคลีกับมันมากขึ้น แล้วก็เหมือนผมเคารพผลงานตัวเองมากขึ้น หมายถึงว่า ก็ทำ ตั้งใจทำกับมันมากขึ้น ตั้งแต่เรียนจบมาด้วย มันเหมือนกับ มันก็ได้ทำเต็มที่มากขึ้น ก็รู้สึกดีใจ ดีใจที่ได้ทำเต็มที่มากขึ้นกับดนตรีที่ผมชอบ”

STAY NIGHT

ถ้าถามว่าในชีวิตนี่ เป้ามายของการเป็นศิลปิน สำหรับลาวินคือต้องการอะไรยังไงบ้าง 

คำตอบณ วันนี้นะครับ ณ วันนี้เขาบอกได้ว่า แค่ได้เล่นดนตรีเขาก็สนุกแล้ว ถึงจะไม่มีงาน แต่เขาคิดว่า ก็ยังคงจะทำเพลงต่อไปเรื่อยๆ อยู่ดี 

“มันคงจะดีใจมากที่แบบว่าได้ทำงานที่ชอบเป็นงานหลัก แต่ผมไม่ได้อยากเอามันไปเปรียบเทียบกับความสำเร็จหรือว่าเงินทองขนาดนั้น ผมรู้สึกว่ามันจะไม่สนุก ยังไม่คิดถึงเรื่องๆเงินๆทองๆ หรือว่าอะไรมาก ทุกวันนี้มีเป้าหมายที่ได้เล่นดนตรีได้เป็นศิลปิน ก็อยากให้มันทำไปเรื่อยๆครับ ทำเพลงไปเรื่อยๆ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบครับ”

สุดท้ายก่อนจบการสัมภาณ์ สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกคือสำหรับลาวินแล้ว เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินเลย 

แค่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้รู้ว่ายังมีคนคิดถึงอยู่ก็ดีใจมากแล้ว แค่ได้ทำเพลงให้ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของใครหลายคนแค่นี้ก็ดีมากแล้ว

“ ทุกเพลงมันก็ออกมาจากตัวผมเอง แต่แค่ลองในหลายๆรสชาติ เพื่อจะหาสิ่งที่มันเป็นตรงกลางระหว่างผมกับคนฟังให้ได้มากที่สุด พยายามทำที่ตัวเองชอบด้วยแล้วก็คนที่ฟังชอบด้วย ก็อยากให้ลองติดตามถึงรสชาติต่อไปครับ ว่าจะเป็นยังไง”

และทั้งหมดนี้เอง คือการเดินทางในวัย 23 ปีของ LAWIN ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แม้แต่วินาทีเดียว ทำให้เราเชื่ออย่างเต็มหัวใจว่าใครหลายคนจะได้รับพลังงานดี ๆ จากบทเพลงของชายหนุ่มคนนี้ได้อย่างแน่นอน

Contributors

วรัญชิต แสนใจวุฒิ

หนุ่มเชียงใหม่ จบปริญญาตรีสาขาถ่ายภาพ ที่พยายามแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นนอกจากการถ่ายภาพ และในขณะเดียวกันก็ชอบออกไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าวันเสาร์ ส่วนแผนการในวันพรุ่งนี้ ยังไม่รู้ เพราะเท่าที่รู้มันไม่เคยตรง

ณัฐวุฒิ สุขษาเกต

นักศึกษาวิจิตรศิลป์ ผู้ที่กำลังเผชิญหน้ากับตัวจบ และสวดมนต์ภาวนาขอให้อาจารย์ที่ปรึกษาปล่อยผมไปเถอะ